top of page

🔬✨ รากฐานของการวิจัยอะตอม: เปิดประตูสู่โลกเล็กๆ ที่มีพลังมหาศาล!



ในภาพยนตร์ของ James Cameron เรื่อง Avatar คำว่า "I see you" ในภาษาของ Na’vi หมายถึง "ฉันรักคุณ" หรือ "เราต่างเป็นหนึ่งเดียวกัน" แล้วบริษัทของคุณล่ะ มองเห็นลูกค้าของตัวเองหรือพนักงานของตัวเองหรือเปล่า?


การวิจัยผู้ใช้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในยุคที่ผู้บริหารและผู้นำทางธุรกิจหลายคนมีปัญหาในการมองเห็นคน ไม่สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ของลูกค้ากับประสิทธิภาพทางธุรกิจได้โดยตรง และไม่สามารถตอบคำถามที่ชัดเจนเช่น "เรารู้เรื่อง x อะไรบ้าง?" ก็ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนวิธีการ 🎬✨


วิธีใหม่ในการ "มองเห็น" คน

จากการใช้ตั๋วสนับสนุน, NPS, และรายงาน สู่การใช้วิดีโอขนาดสั้นที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของลูกค้าที่พูดและแสดงประสบการณ์ เมื่อ CEOs เห็นลูกค้าที่หงุดหงิด (แปลความว่า: มีการดำเนินการที่ต้องทำ), ลูกค้าที่ดีใจ (แปลความว่า: ไม่ต้องแก้ไขอะไรที่ยังไม่เสีย) หรือความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง (แปลความว่า: โอกาสในการนวัตกรรม) พวกเขาจะฟังมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงกำลังมาและมันมาอยู่ที่นี่แล้ว นั่นคือ *การวิจัยอะตอม* มาดูรายละเอียดกัน


*การวิจัยอะตอมคืออะไร?*

การวิจัยอะตอมเป็นแนวทางในการจัดการความรู้การวิจัยที่เปลี่ยนแปลงหน่วยอะตอมของข้อมูลวิจัย จากรายงาน, สไลด์ดีดส์ และแดชบอร์ด สู่หน่วยอะตอมใหม่คือ *นัทเก็ต* นัทเก็ตเป็นการสังเกตที่ผ่านการแท็กและสนับสนุนด้วยหลักฐาน เป็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประสบการณ์ของลูกค้าในเชิงเดียว หลักฐานนั้นจะเป็นวิดีโอที่สั้น (15–45 วินาที) ของลูกค้าที่พูดหรือแสดงประสบการณ์ นัทเก็ตจะถูกแท็กด้วยชุดของแท็กเพื่อช่วยในหาการค้นหาภายหลัง


*ทำไมมันถึงสำคัญ?*

การวิจัยอะตอมแก้ไขปัญหาร้ายแรงสี่ข้อที่หลายองค์กรเผชิญอยู่:


1. ความทรงจำที่ไม่ดี: ข้อมูลและความรู้ที่พนักงานได้รับตลอดหลายปีจะหายไปเนื่องจากการบันทึกที่ไม่สม่ำเสมอ

2. ขาดความเห็นอกเห็นใจ: ซีอีโอและผู้นำอื่นๆ เข้าใจว่าธุรกิจจะขึ้นอยู่กับความรู้สึกของลูกค้า

3. งานที่ไม่มีความหมาย: ความสุขของพนักงานลดลงเมื่อพวกเขารู้สึกว่างานที่ทำไม่มีใครต้องการ

4. ไม่มีแหล่งข้อมูลเดียวกันว่าใครคือลูกค้า: ขาดความเข้าใจร่วมกันสร้างความไร้ประสิทธิภาพและอุปสรรคต่อการนวัตกรรม


*หลักการสำคัญของการวิจัยอะตอม*

- หน่วยอะตอมของข้อมูลวิจัยคือ “นัทเก็ต” เชิงเดียว

- ข้อมูลวิจัยประกอบด้วยหลักฐานที่แน่นอน มาจากลูกค้าโดยตรง ไม่มี “เขาว่า เธอว่า”

- การมีผลกระทบต่อบริษัทด้วยวิดีโอสั้นของลูกค้าที่แสดงประสบการณ์

- การวิจัยอย่างต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญต่อการมีคำตอบสำหรับทุกคำถามวิจัยตลอดเวลา

- วิดีโอของลูกค้าต้องมี Key Experience Indicators (KEIs)

- ใครในองค์กรก็สามารถสร้างกลุ่มลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับความสนใจปัจจุบันและเรียนรู้ความต้องการ


*องค์กรแบบไหนที่เหมาะกับการวิจัยอะตอม*

- มีพนักงานเยอะ

- มีลูกค้ามาก

- มีหลายช่องทางการสื่อสาร


โอเค ถ้าคุณกำลังคิดว่า "ทำไมต้องอ่าน 'Foundations of atomic research?'" ล่ะก็! ฉันมีคำตอบให้คุณแบบจัดเต็ม! 🌟📘

1. ตื่นเต้นสุดเหวี่ยงทุกหน้า – นี่ไม่ใช่หนังสือฟิสิกส์ที่คุณเคยหลับใส่ในชั่วโมงเรียน! 🚀 คุณจะรู้สึกเหมือนกำลังดูซีรีส์ Netflix ที่ดึงความสนใจคุณตั้งแต่ต้นจนจบ!


2. ข้อมูลที่ใช้ได้จริง – หนังสือนี้จะเปิดตาของคุณสู่โลกของการวิจัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากการเขียนรายงานหนาเป็นกะลามัง ไปสู่การใช้การสังเกตแบบสั้น ๆ ที่เรียกว่า "นัทเก็ต" 📹 คุณจะได้เรียนรู้วิธีการทำงานที่ฉลาดกว่า ไม่ใช่หนักกว่า!


3. เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย – ไม่ต้องกลัวหรอกว่าคุณจะต้องใช้อินทรีย์เคมีเพื่อเข้าใจ ไม่ว่าคุณจะมีแบ็คกราวด์ในงานวิจัยหรือไม่ คุณก็สามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนพยายามสื่อสารได้ง่ายดาย 💡


4. ประหยัดเวลา – ใช้เวลาแค่ 4 นาทีในการอ่าน แต่คุณจะได้รับความรู้ที่สามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานของคุณไปตลอดกาล! เทียบกับการนอนเล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำแล้ว นี่ถือว่าคุ้มกว่า! 🕓


5. เปลี่ยนแปลงชีวิตองค์กร – ถ้าคุณทำงานในองค์กรที่มีลูกค้ามากมายและต้องการนวัตกรรม หนังสือนี้จะเป็นเหมือนกระเป๋าโดเรม่อนสำหรับการวิจัย โดยมีทุกอย่างที่คุณต้องการในการเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้า! 🚀💼


โอเค ชาว UX/UI ทั้งหลาย! ขยับเก้าอี้แล้วเตรียมตัวให้พร้อม เพราะนี่คือเหตุผลที่คุณต้องอ่าน 'Foundations of Atomic Research' แล้วชีวิตงานของคุณจะดีขึ้นเหมือนการกินข้าวมันไก่ในวันอากาศดี ๆ! 🐔🌤️

1. สลัดความจำบ่ดีออกไป: เคยมั้ยที่ต้องกลับมาดูโน้ตจากการประชุมแต่จำอะไรไม่ได้เลย? 😵 การใช้นัทเก็ตจะทำให้คุณมีข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจนและสามารถกลับมาดูได้ง่าย ๆ เหมือนวิ่งไปหยิบห่อขนมจากตู้เย็น!


2. สร้างความเห็นอกเห็นใจจากซีอีโอ: ถ้าคุณเคยทำพรีเซนต์แล้วซีอีโอทำหน้าเหมือนเราเปิดหนังสารคดีเกี่ยวกับการปลูกถั่วงอกให้เขาดู (เบื่อสุด ๆ น่ะ) หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณสามารถนำเสนอลูกเล่นใหม่ ๆ ที่ทำให้ซีอีโอดูและฟังอย่างตั้งใจมากขึ้น! 📽️👀


3. กำจัดงานที่ไม่มีความหมาย: เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมทำโปรเจกต์นั้น ๆ เพราะหัวหน้าบอกว่า "เพราะเราทำแบบนี้มาตลอด"? 🥲 อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วคุณจะสามารถเสนอแนวทางใหม่ที่มีหลักฐานจากข้อมูลจริง ๆ และทำให้ทุกคนเห็นว่าคุณไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่ง แต่ทำด้วยเหตุผล!


4. บอกลาการเถียงกันเรื่องลูกค้า: เคยเถียงกันจนต้องมีการโหวตไหมว่า "ลูกค้าต้องการอะไรจริง ๆ กันแน่?" ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว! หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณมีข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับลูกค้าที่ถูกแท็กเอาไว้ให้เรียบร้อย🎭


5. เพิ่มพลังนวัตกรรม: ใช้หลักการวิจัยอะตอม คุณจะสามารถดึงข้อมูลเชิงลึกจากลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย เหมือนเปิดขวดเบียร์แล้วให้น้ำโซดาพุ่งออกมา! 🍾💥 ทำให้คุณสามารถคิดไอเดียใหม่ ๆ ที่น่าทึ่งและนำมาปรับใช้ในงานของคุณได้ทันที!


ดังนั้น ถ้าคุณเป็นชาว UX/UI ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและนำเสนองานแบบมือโปร หนังสือ 'Foundations of Atomic Research' จะเป็นเหมือนคู่มือการทำอาหารในชีวิตการทำงานของคุณ! 🍳📘


หมายเหตุ : นัทเก็ต (Nugget) ไม่ใช่ของกินนะจ๊ะ! 🤪 มันเป็นหน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุดในโลกของการวิจัยอะตอม ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนชิ้นไก่ทอดกรอบ ๆ ในแมคโดนัลด์ แต่แทนที่จะเป็นไก่ มันเป็นข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับประสบการณ์ของลูกค้า! 🐔✨


นัทเก็ตในที่นี้คือการสังเกตหรือข้อมูลเชิงลึกที่ถูกแท็กและสนับสนุนโดยหลักฐานจริง ๆ ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบของคลิปวิดีโอสั้น ๆ (15-45 วินาที) ที่ลูกค้าแสดงหรือบอกถึงประสบการณ์ของพวกเขา 📹🎉 การที่มันถูกแท็กก็เพื่อให้หาง่ายและไม่หลงทางในทะเลข้อมูลใหญ่ ๆ!


พูดง่าย ๆ นัทเก็ตก็คือ "ชิ้นส่วนเล็ก ๆ แต่สำคัญ" ที่ช่วยให้เราเข้าใจลูกค้ามากขึ้นนั่นเอง! 🚀🔍


อ่านเพิ่มเติม ได้จาก Link นี้ 🔗 : https://tsharon.medium.com/foundations-of-atomic-research-a937d5da5fbb

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
9 บทเรียนที่...กว่าจะเข้าใจ ก็ใช้ชีวิตไปไม่น้อย

(อ่านแล้วอาจจะเงียบไปแป๊บ เพื่อหายใจลึกๆ และกลับมามองตัวเองใหม่อีกครั้ง) ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน เราเติบโตมาท่ามกลางคำว่า "ต้องเก่ง",...

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page